ไม่ล้มแผน!บาเยิร์นเตรียมหวนล่าซาเน่ช่วงตลาดเปิดม.ค

เดอะ ซัน สื่อของอังกฤษ ตีข่าว บาเยิร์น จะหวนไล่ล่าลายเซ็นของ ลีรอย ซาเน่ ดาวเตะ แมนฯ ซิตี้ ในช่วงเดือนมกราคมนี้ แต่ฝั่ง “เรือใบสีฟ้า” ก็ยังไม่คิดที่จะลดค่าหัวที่ตั้งเอาไว้ บาเยิร์น มิวนิค สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที บุนเดสลีกา เยอรมัน จะกลับมาเดินแผนล่าตัว ลีรอย ซาเน่ ปีกชาวเยอรมันของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในช่วงเดือนมกราคมนี้ ตามรายงานของ เดอะ ซัน สื่อชื่อดังของประเทศอังกฤษ เดิมที ซาเน่ ถือเป็นเป้าหมายในการเสริมทัพอันดับต้นๆ ของ บาเยิร์น ในตลาดช่วงซัมเมอร์ที่เพิ่งปิดตัวลงไป หลังจากพวกเขาจำเป็นต้องการปีกฝีเท้าดีมาทดแทนการบอกลาทีมไปของ อาร์เยน ร็อบเบน กับ ฟร้องค์ ริเบรี่ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถโน้มน้าวใจให้ แมนฯ ซิตี้ ยอมขายเขาได้ ซ้ำร้ายแข้งวัย 23 ปี ยังมาได้รับบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าฉีกจากเกม คอมมิวนิตี้ ชิลด์ จนอาจจะต้องพักเป็นเวลานานอีก เรื่องดังกล่าวทำให้ บาเยิร์น ล้มแผนล่าตัว ซาเน่ เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา แล้วแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการหันไปยืม ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ กับ อิวาน เปริซิช มาร่วมทีม อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ยังสนใจที่จะเอา ซาเน่ มาเสริมแกร่งอยู่ และจะพยายามดึงเขามาร่วมทีมให้ได้อีกครั้งในตลาดช่วงหน้าหนาว อย่างไรก็ตาม ปัญหาอย่างหนึ่งก็คือ แมนฯ ซิตี้ ยังไม่คิดที่จะปล่อย ซาเน่ ออกไปถูกๆ แต่อย่างใด หลังจากพวกเขาตั้งค่าหัวของอดีตแข้ง ชาลเก้ 04 เอาไว้ถึง 145 ล้านปอนด์ (ประมาณ 5,510 ล้านบาท) โดยฝั่ง “เรือใบสีฟ้า” ยังหวังว่า ซาเน่ จะเซ็นสัญญาฉบับใหม่กับทีมด้วย จากการที่ข้อตกลงฉบับเดิมจะหมดอายุลงในปี 2021 เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

เชื่อไหม?เผยญาติเจอร์ราร์ดเคยปัดข้อเสนอแมนยู

เอเจนต์ชาวอิตาเลียน เปิดเผยเรื่องเด็ดว่า บ็อบบี้ ดันแคน หัวหอกญาติสตีเว่น เจอร์ราร์ด เคยได้รับข้อเสนอจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่สนใจอยากดึงตัวไปร่วมทีม แต่สุดท้ายเจ้าตัวปฏิเสธโดยให้เหตุผลอย่างหล่อไม่อยากทรยศ ลิเวอร์พูล บ็อบบี้ ดันแคน กองหน้าดาวรุ่ง เคยปฏิเสธโอกาสย้ายไปเล่นให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก่อนที่สุดท้ายจะเดินทางไปเป็นสมาชิกใหม่ ฟิออเรนตินา โดยให้เหตุผลไม่อยากทรยศ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล จากการเปิดเผยของ วิเชนโซ่ โมราบิโต้ เอเจนต์ชาวอิตาเลียนของนักเตะ ฟิออเรนติน่า ยื่นข้อเสนอของยืมตัว ดาวเตะญาติสตีเว่น เจอร์ราร์ด ตำนานกัปตันทีม “เดอะ เร้ดส์” ในตอนแรกแต่โดน ลิเวอร์พูล ปฏิเสธ อย่างไรก็ตามหลังจากที่ ซาอิฟ รูบี้ เอเจนต์ของนักเตะออกมาจวกหนักสโมสร ในที่สุดพวกเขาก็จำใจต้องปล่อย ดันแคน ออกไปด้วยสนนราคา 1.8 ล้านปอนด์ (ราว 68.4 ล้านบาท) อย่างไรก็ตามก่อนจะได้ย้ายไป “วีโอล่า” ยังมีประเด็นน่าสนใจยิ่งกว่านี้อีกเมื่อความจริงแล้ว ดันแคน ได้รับความเสนอมากมายโดยเฉพาะจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่สุดท้ายเจ้าตัวปัดโอกาสไปเล่นในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เนื่องจากไม่ต้องการหักหลังสาวก “เดอะ ค็อป” โมราบิโต้ ซึ่งทำงานร่วมกับ รูบี้ ในการนำ ดันแดน ย้ายไปอยู่กับฟิออเรนติน่า กล่าวว่า “ทั้งหมดนี้เริ่มต้นในเดือนเมษายน ซาอิฟ ติดต่อมาหาผม และเราเตรียมที่จะทำงานร่วมกันในการพยายามหาสโมสรใหม่ให้ บ็อบบี้ เด็กหนุ่มคนนี้ไม่อยากทรยศ ลิเวอร์พูล และปฏิเสธ ยูไนเต็ด ซึ่งยืนยันว่าอยากได้เขามากๆ” “เขามีโอกาสได้ย้ายไป ลาซิโอ แต่ความสัมพันธ์กับ ลิเวอร์พูล ไม่ค่อยดีนัก และสุดท้ายก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น (เทรนเนอร์ลาซิโอ) ซิโมเน่ อินซากี้ จะทำให้เขาเติบโตยิ่งขึ้น และผมหวังว่าเขาจะเป็นแบบนั้นกับ (กุนซือฟิออเรนติน่า) วินเชนโซ่ มอนเตลล่า” เอเจนต์เลือดมะกะโรนี ระบุ เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

แมนยูเริ่มคุยเอเยนต์หวังยืดสัญญาป็อกบา

เลกิ๊ป สื่อของฝรั่งเศส ระบุ แมนฯ ยูไนเต็ด เริ่มคุยกับ มิโน่ ไรโอล่า นายหน้าของ ปอล ป็อกบา เพื่อหารือเรื่องการต่อสัญญากัน หลังจากข้อตกลงฉบับปัจจุบันเหลืออายุเพียงราว 2 ปี แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรดังแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับ มิโน่ ไรโอล่า เอเยนต์ของ ปอล ป็อกบา เกี่ยวกับเรื่องการต่อสัญญากับดาวเตะชาวฝรั่งเศส ตามรายงานของ เลกิ๊ป สื่อชั้นนำของเมืองน้ำหอม ป็อกบา ตกเป็นข่าวย้ายทีมอย่างหนักตลอดช่วงที่ผ่านมา โดยเมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเจ้าตัวบอกเองว่ามันอาจจะถึงเวลาที่ต้องหาความท้าทายใหม่ๆ กับที่อื่นแล้ว ขณะที่ ไรโอล่า ก็เคยพูดว่านักเตะในความดูแลของเขาอยากบอกลา แมนฯ ยูไนเต็ด เหมือนกัน ซึ่งมันมีข่าวลือด้วยว่า ไรโอล่า พยายามเดินเรื่องให้เกิดการย้ายทีมให้ได้ ทั้งนี้ เรอัล มาดริด กับ ยูเวนตุส คือทีมที่มีข่าวว่าสนใจจะคว้าตัว ป็อกบา ไปร่วมทัพ แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ย้ายไปไหนจนกระทั่งตลาดของหลายลีกยักษ์ใหญ่ในทวีปยุโรปปิดทำการไปเมื่อวันจันทร์ที่ 2 กันยายน ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม มันก็มีการคาดกันว่าแข้งวัย 26 ปี อาจจะพยายามย้ายทีมอีกในอนาคต ปัจจุบัน ป็อกบา เหลือสัญญากับ แมนฯ ยูไนเต็ด ถึงช่วงซัมเมอร์ ปี 2021 พร้อมกับมีอ็อปชั่นที่จะขยายสัญญา 1 ปี แต่มันก็ยังไม่ชัวร์ว่าสุดท้ายแล้วจะมีการใช้อ็อปชั่นดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งหากอ็อปชั่นนั้นไม่ถูกใช้งาน มันก็หมายความว่าพอถึงช่วงซัมเมอร์ ปีหน้า ดาวเตะทีมชาติฝรั่งเศสก็จะเหลือสัญญาเพียง 1 ปี เท่านั้น และทำให้ “ปีศาจแดง” ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ตัดสินใจได้ยากลำบากว่าจะขายเขา หรือเก็บเจ้าตัวเอาไว้กับทีมต่อ กระทั่งล่าสุด เลกิ๊ป ก็ระบุว่า เอ็ด วู้ดเวิร์ด รองประธานบริหารของ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้พูดคุยเรื่องต่อสัญญาของ ป็อกบา กับเอเยนต์ของเจ้าตัวแล้ว โดยไม่มีการระบุว่ายอดทีมแห่งถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด พร้อมที่จะเพิ่มค่าเหนื่อยให้เขาเป็นเท่าไหร่ หลังจากปัจจุบันแข้งวัย 26 ปีฟันค่าเหนื่อยในเบื้องต้นอยู่ที่สัปดาห์ละ 290,000 ปอนด์ (ประมาณ 11.02 ล้านบาท) เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

จับตาให้ดี! 5วันเดอร์คิดแมนยูที่รอวันเจิดจรัสแสง

“ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้สูญเสียความเป็นตัวเองไป นับตั้งแต่การก้าวลงจากตำแหน่งกุนซือของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เมื่อปี 2013 ซึ่งปัจจุบันนี้ที่มี โอเล่ กุนนาร์ โซลชา นำทัพ แม้ผลงานของทีมยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่ก็มีการส่งสัญญาณเชิงบวกเกี่ยวกับเรื่องการปั้นและผลักดันนักเตะดาวรุ่ง อย่างในตอนนี้ โซลชา ก็เริ่มให้โอกาสกับกลุ่มนักเตะแววดีจากอคาเดมี่ของสโมสรอย่าง เมสัน กรีนวู้ด, ทาฮิธ ชอง และ อังเคล โกเมส ได้โชว์ฝีเท้าบ้างแล้ว วันนี้เรามาส่องกันหน่อยว่า ดาวรุ่งจากทีมเยาวชน “ปีศาจแดง” อีก 5 รายที่อาจจะได้รับโอกาสจาก โซลชา ในเร็วๆ นี้ มีใครกันบ้าง – ดิลลอน โฮเกอแวร์ฟ (กองหน้า, 16 ปี) ถูก แมนฯ ยูไนเต็ด คว้าตัวมาจาก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม สดๆ ร้อนๆ ในช่วงซัมเมอร์ และมีชื่ออยู่ในทีมสำรองหรือทีมรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ของ “ปีศาจแดง” ทันที โดยฤดูกาลที่แล้ว หัวหอกจอมพลิ้วชาวดัตช์รายนี้ กดไป 10 ประตู กับ 6 แอสซิสต์ ในการเล่นให้ อาแจ็กซ์ ยู-17 – เทเดน เมนจี (เซนเตอร์แบ็ก, 17 ปี) ถึงแม้อายุแค่ 17 ปี แต่รูปร่างและความแข็งแกร่งของเด็กคนนี้ถือว่าเกินวัย เมนจี ถือเป็นเซนเตอร์แบ็กที่ฉลาดและมีไหวพริบดี มีชื่ออยู่ในทีมยู-23 ของ แมนฯ ยูไนเต็ด เรียบร้อย แถมถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษ ยู-18 แล้วด้วย – อาร์เนา ปูอิกมาล (กองกลาง, 17 ปี) เด็กจากเมืองบาร์เซโลน่าคนนี้ เคยร่วมฝึกซ้อมกับทีมชุดใหญ่ภายใต้การนำทัพของ โซลชา มาแล้ว เรื่องฝีเท้าของเจ้าหนู ปูอิกมาล ถือว่าไม่ธรรมา เป็นมิดฟิลด์ตัวกลางที่มีความสามารถหลากหลาย เพราะสามารถโยกไปเล่นเป็นแบ็กขวาได้ด้วย และเมื่อเร็วๆ นี้ถูกเรียกตัวไปติดทีมชาติสเปน ยู-17 เรียบร้อย แต่ปัญหาคือเจ็บบ่อย – โชล่า ชอร์ไทร์ (ปีก, 15 ปี) เมื่อฤดูกาลที่แล้ว เจ้าหนู ชอร์ไทร์ ทำสถิติเป็นนักเตะอายุน้อยสุดตลอดกาลที่ลงเล่นในศึก ยูฟ่า ยูธ ลีก และที่น่าทึ่งเข้าไปอีกคือ เวลานี้ ชอร์ไทร์ กลายเป็นขุนพลคนสำคัญของ แมนฯ ยูไนเต็ด ยู-18 ภายใต้การนำทัพของ นิคกี้ บัตต์ ไปแล้ว และเมื่อเร็วๆ นี้ยังได้สวมปลอกแขนกัปตันทีมชาติอังกฤษ ยู-16 ด้วย – ชาร์ลี เวลเลนส์ (กองกลาง, 16 ปี) นี่คือเด็กที่ถูกจับตามองอย่างมาก เป็นมิดฟิลด์ตัวกลางที่โดดเด่นเรื่องการทำประตู จนถูกยกให้เป็น “นิว พอล สโคลส์” เลยทีเดียว ตอนนี้ เวลเลนส์ เป็นกำลังหลักในทีมยู-18 ของ “ปีศาจแดง” ซึ่ง บัตต์ และอีกหลายๆ คนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เด็กคนนี้น่าจะก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ได้ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

สถิติสวยหรู!ลิเวอร์พูลถูกใจถ้ามาเน่ลงเล่นในแอนฟิลด์

ลิเวอร์พูล เอ็คโค่ สื่อท้องถิ่นของเมืองลิเวอร์พูล ระบุ ที่จริงถ้าย้อนกลับไปในเกมที่ทุบ อาร์เซน่อล แล้วนั้น มันก็ถือว่า ซาดิโอ มาเน่ สร้างสถิติเป็นนักเตะใน พรีเมียร์ลีก ที่ไม่แพ้ที่ แอนฟิลด์ ติดต่อกันมากที่สุด โดยยังเป็นการชนะหลายนัดด้วย ซาดิโอ มาเน่ ปีกคนเก่งของ ลิเวอร์พูล สร้างสถิติเป็นนักเตะที่ไม่แพ้กับการเล่นเกมระดับ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่สนาม แอนฟิลด์ ติดต่อกันมากที่สุด ที่จำนวน 50 นัด ตามข้อมูลจาก ลิเวอร์พูล เอ็คโค่ สื่อชื่อดังประจำเมืองลิเวอร์พูล มาเน่ ย้ายจาก เซาธ์แฮมป์ตัน มาอยู่กับ ลิเวอร์พูล เมื่อช่วงเดือนมิถุนายน ปี 2016 ซึ่งเขาก็ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมมาโดยตลอด และทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำ โดยในซีซั่นนี้ก็ทำประตูในลีกไปแล้ว 2 ลูก จากการลงเล่น 4 นัด ได้แก่เกมที่บุกไปเฉือนชนะ เซาธ์แฮมป์ตัน 2-1 และนัดล่าสุดที่บุกไปทุบ เบิร์นลี่ย์ 3-0 อย่างไรก็ตาม ถ้าย้อนไปยังเกมที่ ลิเวอร์พูล เปิดรัง แอนฟิลด์ เอาชนะ อาร์เซน่อล 3-1 เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ที่ผ่านมาแล้วล่ะก็ นั่นก็ถือเป็นเกมลีกนัดที่ 50 ที่ มาเน่ ลงเล่นใน แอนฟิลด์ พอดี และเขาก็ยังไม่เคยต้องออกจากสนามดังกล่าวในฐานะผู้แพ้เลย โดยแบ่งเป็น 49 เกมกับ ลิเวอร์พูล และ 1 นัดกับ เซาธ์แฮมป์ตัน ทั้งนี้ ในจำนวน 50 นัดกับการเล่นที่ แอนฟิลด์ ของ มาเน่ นั้น เขาสามารถคว้าชัยชนะได้ถึง 40 เกม และเสมออีก 10 นัด โดยเกมลีกนัดแรกที่ดาวเตะชาวเซเนกัลลงเล่นให้ ลิเวอร์พูล ในสนามเหย้าของทีม ได้แก่เกมกับ เลสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งนัดนั้นเขาทำประตูได้ด้วย ก่อนที่ ลิเวอร์พูล จะชนะไป 4-1 เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

คนละโลก!โอเว่นรับไม่ซี้กับเบ็คแฮมตอนอยู่มาดริด

ไมเคิ่ล โอเว่น ระบุ ตนไม่ได้สนิทกับ เดวิด เบ็คแฮม มากเท่าไหร่ในตอนที่พวกเขาอยู่กับ เรอัล มาดริด พร้อมชี้ ตอนนั้นตนกับ เบ็คแฮม ต่างกันคนละขั้ว ไมเคิ่ล โอเว่น อดีตกองหน้าคนดัง เปิดเผยว่าสมัยที่อยู่กับ เรอัล มาดริด สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งวงการ ลา ลีกา สเปน ตนไม่ได้สนิทกับ เดวิด เบ็คแฮม เลย แม้ว่าพวกเขาจะเป็นคนอังกฤษเหมือนกันก็ตาม แถมยังให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าห่างเหินกันมากกว่าเดิมด้วย หลังจาก เบ็คแฮม ย้ายไปอยู่กับ เรอัล ในช่วงซัมเมอร์ ปี 2003 แล้วนั้น โอเว่น ก็มาเล่นกับ “ราชันชุดขาว” ในอีก 1 ปีให้หลัง แต่ในฤดูกาล 2004-05 พวกเขาก็ไม่สามารถช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จได้ ก่อนที่ โอเว่น จะโดนปล่อยให้ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ในช่วงซัมเมอร์ ปี 2005 โอเว่น กล่าวใน รีบู้ท – มาย ไลฟ์, มาย ไทม์ หนังสืออัตชีวประวัติเล่นใหม่ของตัวเองว่า “ถึงแม้ว่าเราจะได้อยู่บ้านหลังที่ใกล้กับ เดวิด และ วิคตอเรีย เบ็คแฮม รวมถึงเป็นครอบครัวชาวอังกฤษ 2 ครอบครัวที่ต้องใช้ชีวิตในต่างแดนด้วยการอาศัยอยู่ในเมืองเดียวกัน แต่ทั้งพวกเขาและพวกเราต่างก็ไม่ได้สนิทกันมากเท่าไหร่” “การที่ทั้ง หลุยส์ และ วิคตอเรีย ต่างก็เป็นคนที่ค่อนข้างชอบเก็บตัวอยู่คนเดียว และต้องดูแลเด็กที่อายุยังน้อย มันก็ทำให้ทั้งคู่ได้เจอกันเพียงไม่กี่ครั้ง โดยเป็นตอนที่พวกเราซ้อมกัน ระดับของมิตรภาพมันอยู่แค่นั้น ซึ่งที่จริงนี่ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจเลย เมื่อพิจารณาถึงเรื่องที่ว่าตอนที่เราอยู่ที่ มาดริด ด้วยกันน่ะ เดวิด กับผมเองก็แตกต่างกันมากกว่าครั้งไหนๆ เลย” “ผมน่ะไม่ชอบใส่อะไรที่มันเก๋ไก๋มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว และไม่ใช่พวกที่ชอบไปสังสรรค์กับชาวบ้านชาวช่องเท่าไหร่ ในทางกลับกัน เดวิด กับ วิคตอเรีย ต่างก็เป็นคนระดับซูเปอร์สตาร์ ซึ่งมันก็ถือว่าเป็นสถานะที่พวกเขาคู่ควร ถ้ามองในมุมของสังคมแล้วนั้น พวกเขาต่างกับเราชนิดอยู่คนละจักรวาลกันเลย ผมไม่เคยรู้สึกเลยว่าตัวเองเป็นหนึ่งในกลุ่มเพื่อนวงในของ เดวิด” เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

เนย์มาร์’ สำรอง!บราซิลใช้ ‘ฟีร์มีโน่’ ตะบันโคลอมเบียนัดอุ่นเครื่อง

เนย์มาร์ สตาร์ค่าตัวมหาศาลคาดจะมีชื่อเพียงตัวสำรอง โดยมี โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ เป็นศูนย์หน้าตัวหลักเกม “เซเลเซา” บราซิล พบ โคลอมเบีย ในศึกฟุตบอล กระชับมิตรทีมชาติ วันศุกร์ที่ 6 ก.ย. ศกนี้ (เช้าวันเสาร์ที่ 7 ก.ย. 2562, เวลา : 07.30 น.) ”เซเลเซา” ลงเตะเกมล่าสุดคือนัดชิงโกปา อเมริกา ที่มาราคาน่า โดยเอาชนะ เปรู คว้าแชมป์ไปครองเป็นสมัยที่ 9 ตีเต้ นายใหญ่วัย 58 ปี เรียกตัว เนย์มาร์ แนวรุกเปแอสเช มาติดทีมด้วย แม้ว่าจะไม่ได้ลงเล่นให้กับต้นสังกัดเลยแม้แต่เกมเดียวในซีซั่นนี้ เนื่องจากมีปัญหาคาราคาซังเรื่องโยกย้ายต้นสังกัด บราซิล กำลังวางแผนสร้างทีมขึ้นมาใหม่ เป็นแผนการระยาวเตรียมความพร้อมสำหรับฟุตบอลโลกในอีก 2 ปีข้างหน้า ชูเอา มิรันด้า, ฟิลิปเป้ ลุยส์, แฟร์นันดินโญ่ และ วิลเลี่ยน ที่ต่างอายุเกิน 30 ไม่มีชื่อ เช่นเดียวกับ อลีสซง เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูจาก ลิเวอร์พูล ที่ยังคงต้องต่อสู้กับอาการบาดเจ็บ รวมถึง กาเบรียล เชซุส ดาวยิงแมนฯ ซิตี้ที่เจ็บแถมมีโทษแบนติดค้างมาจากโกปา อเมริกา นัดชิงที่โดนใบแดงแลวระเบิดอารมณ์ใส่หน้าจอวีเออาร์ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ คุมเกมกลางสนาม แนวรุก เนย์มาร์ น่าจะเป็นสำรองไปก่อน โดยมี ริชาร์ลิซอน และ ฟีร์มีโน่ นำทัพ ด้านโคลอมเบีย ลงเตะเกมทางการล่าสุดเสมอกับ ชิลี แบบไม่มีสกอร์ก่อนจะพ่ายในการดวลจุดโทษ ตกรอบ 8 ทีมโกปา อเมริกา คาร์ลอส เคยรอช นายใหญ่ชาวโปรตุกีส เรียกหน้าใหม่มาติดทีม 4 คน ได้แก่ อัลแดร์ คินตาน่า, เอแดร์ ชอกซ์ สองนายทวาร, ราฟาเอล ซานโต๊ส บอร์เร่ และ ไยโร่ โมเรโน่ สองกองหน้า อย่างไรก็ตาม ไม่มีชื่อของ ฮาเมส โรดรีเกซ เพลย์เมกเกอร์เรอัล มาดริด ที่บาดเจ็บ เช่นเดียวกับ ราดาเมล ฟัลเกา กองหน้าจอมเก๋าที่เพิ่งย้ายไปค้าแข้งกับ กาลาตาซาราย คาดว่าวันนี้แดนหน้าจะใช้เป็น ดูวาน ซาปาตา และ หลุยส์ มูเรียล สองกองหน้าจาก อตาลันต้า ลงล่าตาข่ายพร้อมกันเลย รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม บราซิล (4-2-3-1) : เอแดร์ซอน – ดานี่ อัลเวส, ติอาโก้ ซิลวา, มาร์กินญอส, อเล็กซ์ ซานโดร – อาร์ตูร์, กาเซมิโร่ – กาเบรียล เชซุส, ฟิลิปเป้ คูตินโญ่, เอแวร์ตอน – โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ เทรนเนอร์ : ตีเต้ โคลอมเบีย (4-3-3) : ดาวิด ออสปิน่า – สเตฟาน เมดิน่า, เยร์รี่ มีน่า, ดาวินซอน ซานเชซ, วิลเลี่ยม เตซิโย่ – ฮวน กวาดราโด้, วิลมาร์ บาร์ริออส, มาเตอุส อูริเบ – หลุยส์ มูเรียล, ดูวาน ซาปาตา, โรเจอร์ มาร์ติเนซ เทรนเนอร์ : คาร์ลอส เคยรอช เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

ชำแหละคีย์แมนดอร์ทมุนด์ ผู้นำทัพเสือเหลืองเขย่าบัลลังก์เสือใต้

ในฤดูกาลที่เพิ่งผ่านพ้นไป “เสือเหลือง” โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ สร้างผลงานได้อย่างน่าประทับใจสุดๆ หลังต่อสู้ฟาดฟันกับ “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค ที่คว้าแชมป์ลีกในปีนี้ไปแบบไม่ยอดลดละ เรามาดูผลงานกันเป็นรายบุคคลได้เลยว่า มีใครในทีมโชว์ผลงานได้อย่างโดดเด่นบ้าง… 1. “กัปตันจอมทัพ” มาร์โค รอยส์ ผ่านพ้นมรสุมชีวิตค้าแข้งมาได้ หลังเจ็บๆ หายๆ มาหลายฤดูกาล ในซีซั่นนี้เขาสามารถรักษาร่างกายและฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมจนได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมอ รอยส์ยิงรวมถึง 17 ประตู ทำได้ 8 แอสซิสต์ และพลาดลงสนามเพียง 4 นัดเท่านั้น ถือเป็นตัวเลขที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่เคยทำได้ในบุนเดสลีกาสำหรับแข้งดีกรีทีมชาติเยอรมนีคนนี้ สถิติของรอยส์ – มีเพียงโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ และจาดอน ซานโช เท่านั้นที่ทั้งยิงทั้งจ่ายได้มากกว่าเขาในฤดูกาลนี้ – ลงสนามในบุนเดสลีกาเกิน 20 นัดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 2015/16 – อัตราจ่ายบอลสำเร็จ 84% รอยส์กล่าวว่าเขาไม่อยากให้พูดว่านี่คือฟอร์มที่ดีที่สุดของเขา เพราะเหมือนว่าเขาจะไม่พัฒนาอีกแล้ว ซึ่งในความเป็นจริงเขาเชื่อว่าตัวเองยังพัฒนาได้อีก 2. “ราชาแอสซิสต์” จาดอน ซานโช แข้งดาวรุ่งวัยเพียง 19 ปีแต่กลับโชว์ฟอร์มสนับสนุนทีมได้สุดยอด เมื่อทำแอสซิสต์ในฤดูกาลล่าสุดได้มากกว่าดาวเตะระดับโลกอย่างลิโอเนล เมสซี เสียอีก ซานโชพิสูจน์ฝีเท้าให้เห็นแล้วว่าเขาเหมาะสมกับตำแหน่งผู้เล่นหลักของทีม เขาลงสนามในทุกๆ เกมบุนเดสลีกาฤดูกาลนี้โดยออกสตาร์ทเป็นตัวจริง 26 นัด ยิงได้ 12 ประตู ผลงานแบบนี้ทำให้สโมสรหมดห่วงเรื่องที่ต้องเสียคริสเตียน พูลิซิชให้เชลซีไปได้เลย ซึ่งนี่เป็นเพียงฤดูกาลที่ 2 ในการค้าแข้งอย่างเป็นทางการของดาวรุ่งดีกรีทีมชาติอังกฤษเท่านั้นเอง สถิติของซานโช – ยิงได้ 1 ประตูและทำ 5 แอสซิสต์ในฐานะผู้เล่นสำรอง ก่อนที่จะได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงนัดแรกในเกมลีกนัดที่ 7 – นักเตะคนแรกที่เกิดในสหัสวรรษใหม่และยิงเบิ้ลได้ในบุนเดสลีกา (เกมลีกนัดที่ 9 พบแฮร์ธ่า เบอร์ลิน) – นักเตะที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของดอร์ทมุนด์ที่ยิง 10 ประตูขึ้นไปในฤดูกาลเดียว “แม้จาดอนจะยังเด็กมาก แต่เขาได้รับบทบาทสำคัญ เขามีทักษะการเลี้ยงบอลอันเหลือเชื่อ ยอดเยี่ยมสุดๆ” ลูเซียง ฟาฟร์ กล่าว 3.”คู่หูห้องเครื่อง” โทมัส เดลานีย์ และ อักเซล วิตเซล ว่ากันตามตรง ความหวังในการลุ้นแชมป์ของดอร์ทมุนด์อาจจะจบไปนานแล้วก็ได้หากไม่มีสองห้องเครื่ องคู่นี้ นับตั้งแต่โทมัส เดลานีย์ และ อักเซล วิตเซล เข้ามาร่วมชายคาทีมเสือเหลืองในช่วงฤดูร้อนปี 2018 เกมของพวกเขาก็ดีขึ้นผิดหูผิดตา เมื่อเทียบกับฤดูกาลก่อนพวกเขาเอาชนะได้มากขึ้นถึง 8 เกม แพ้น้อยกว่าเดิมถึง 5 เกม โดนใบเหลืองรวมกันทั้งฤดูกาลเพียง 8 ใบ ช่วยให้ดอร์ทมุนด์อัพฐานะจากผู้ท้าชิงแชมป์มาเป็นทีมลุ้นแชมป์เต็มตัวในฤดูกาลนี้ สถิติของเดลานีย์และวิตเซล – อัตราจ่ายบอลสำเร็จสูงถึง 90% – อัตราแย่งบอลสำเร็จสูงถึง 60% – ยิงรวมกัน 7 ประตูและทำ 6 แอสซิสต์ในบุนเดสลีกา 4. “เครื่องจักรถล่มประตู” ปาโก้ อัลกาเซร์ ดูจากผลงานและสถิติแล้วเถียงไม่ได้เลยว่า อัลกาเซร์ก็เป็นหนึ่งในขุนพลที่เกือบช่วยให้เสือเหลืองคว้าแชมป์ลีกปีนี้ได้ เขายิงได้ถึง 18 ประตู เป็นดาวซัลโวอันดับสองรองจากโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ โดยที่ 12 ประตูที่ยิงได้มาจากการถูกเปลี่ยนตัวลงจากม้านั่งสำรอง อัลกาเซร์สร้างความฮือฮาให้กับทีมในหลายๆ นัด ทั้งในเกมที่เหมาสองลูกพาทีมคว่ำเลเวอร์คูเซน ยิงแฮตทริคใส่เอาก์สบวร์กภายในเวลา 34 นาที ประตูชัยโค่นบาเยิร์น มิวนิค และสองประตูช่วงท้ายเกมที่ปราบโวล์ฟสบวร์ก เป็นสิ่งยืนยันชัดเจนว่าการถูกดองที่บาร์เซโลน่าไม่อาจทำให้สนิมเกาะคมเท้าของเขาได้เลย สถิติของอัลกาเซร์ – อัตรายิงประตูทุก 66 นาที สูงสุดในประวัติศาสตร์บุนเดสลีกา ทุบสถิติของแกร์ด มึลเลอร์ และ กราฟิเต้ (ยิง 18 ประตูใน 1,204 นาที) – ทำสถิติยิงประตูสูงสุดในฐานะผู้เล่นสำรอง โดย 12 ประตูที่ยิงได้มาจากช่วง 15 นาทีสุดท้าย – ยิงประตูจากระยะไกลได้ถึง 5 ประตู และจากฟรีคิก 3 ประตู (สูงที่สุดในลีกร่วมกับอีก 2 คน) 5. “ฮีโร่ผู้ปิดทองหลังพระ” มาริโอ เกิทเซ่ นักเตะที่ ฟร้านซ์ เบ็คเคนเบาเออร์ เคยขนานนามว่าเป็น “เมสซีของเยอรมนี” เกิทเซ่ ต่อสู้อย่างหนักจนกลับมายืดตำแหน่งตัวจริงได้อีกครั้งภายใต้บังเหียนของลูเซียง ฟาฟร์ เขาได้โอกาสลงเล่นถึง 14 จาก 17 เกมในครึ่งซีซั่นหลัง อีกทั้งยังยิงประตูได้ไม่น้อย รวมถึงประตูสำคัญที่เขายิงพาทีมมีลุ้นแชมป์ ไปจนถึงเกมนัดสุดท้ายของศึกบุนเดสลีกาฤดูกาลนี้ สถิติของเกิทเซ่ – ทำ 7 ประตูกับ 4 แอสซิสต์ เป็นผลงานที่ดีที่สุดของเขานับตั้งแต่ฤดูกาล 2014/15 ที่ไปอยู่กับบาเยิร์น (เคยทำได้ 9 ประตูกับ 4 แอสซิสต์จากการลงเล่น 32 เกมให้บาเยิร์น) – ยิง 3 ประตูจาก 5 เกมสุดท้ายของฤดูกาล – ลงสนาม 18 นัดในตำแหน่งฟอลส์ไนน์ เกิทเซ่กล่าวไว้ว่า เขาอยากให้ลูเซียง ฟาฟร์ เห็นว่าทำผิดพลาดที่ไม่เลือกเขาเป็นตัวจริงตั้งแต่ต้นฤดูกาล เขาพยายามอย่างหนัก จนในที่สุดก็ชนะใจกุนซือใหญ่ได้สำเร็จ เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

ต้องแก้ด่วน! ปัญหาปืนฝืดของ แมนฯ ยูไนเต็ด

ความสุขสันต์จากการชนะ เชลซี 4-0 ในนัดเปิดฤดูกาล 2019-20 ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หายไปอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ 3 นัดต่อมาพวกเขาสะกดคำว่าชนะไม่เป็นเลย แบ่งเป็นการเสมอกับ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส 1-1, แพ้ คริสตัล พาเลซ คาบ้าน 1-2 และเจ๊ากับ เซาธ์แฮมป์ตัน 1-1 ผลงานดังกล่าวทำให้แค่เริ่มซีซั่นนี้มา 4 นัด แมนฯ ยูไนเต็ด ก็มีแต้มตามหลัง ลิเวอร์พูล คู่อริตัวฉกาจที่เป็นจ่าฝูงห่างถึง 7 แต้มเข้าไปแล้ว แน่นอน บรรดาแฟนบอล “ปีศาจแดง” ยอมรับดีอยู่แล้วว่าฤดูกาลนี้ยังเร็วเกินไปที่พวกเขาจะมีลุ้นแชมป์ลีก แต่เหล่า “เร้ด อาร์มี่” ก็ไม่คิดว่าทีมรักของพวกเขาควรจะมีผลงานย่ำแย่แบบนี้ตั้งแต่ตอนออกสตาร์ต ทั้งนี้ หลายคนมองว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด เพิ่งเก็บไปได้ 5 คะแนน เป็นเพราะเกมรุกของพวกเขาจบสกอร์ได้ไม่ดีเท่าที่ควร ถึงแม้จะมีโอกาสทำประตูหลายครั้ง แต่มีบ่อยครั้งที่สุดท้ายแล้วบอลมันไม่เข้าไปนอนในก้นตาข่าย ซึ่งสถิติหลายอย่างมันบ่งชี้ว่าพวกเขามีปัญหาในการยิงจริงๆ ถ้าหากอ้างอิงจาก อ็อปต้า สื่อด้านบันทึกสถิติชื่อดังแล้วนั้น มันก็จะเห็นว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ถือเป็นทีมที่มี “อัตราลูกยิงที่ควรจะเข้าประตู” สูงที่สุดเป็นอันดับ 3 ของ พรีเมียร์ลีก ในตอนนี้ ด้วยจำนวน 7.4 ประตู เป็นรองเพียง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งอยู่ที่ 11.17 ประตู กับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ที่อยู่ในระดับ 7.67 ลูกเท่านั้น ก่อนอื่นต้องขออธิบายเจ้าสถิติ “อัตราลูกยิงที่ควรจะเข้าประตู” กันก่อน โดยมันคือสถิติที่ได้รับความนิยมสูงระดับหนึ่งในเมืองนอก ซึ่งมันก็คือสถิติที่บ่งบอกว่าตามความเป็นจริงแล้วทีมนั้นๆ ควรจะทำประตูให้ได้ในระดับนั้นเป็นอย่างน้อย ยกตัวอย่างเช่นถ้าตัวเลขอยู่ที่ 12 มันก็หมายความว่าทีมนั้นๆ ควรจะทำประตูได้ 12 ลูกเป็นอย่างต่ำ และถ้าน้อยกว่านั้นก็ถือว่าพวกเขาไม่มีความเฉียบขาดมากพอ ทั้งนี้ ปัจจัยที่เอามาคำนวณเป็น “อัตราลูกยิงที่ควรจะเข้าประตู” ก็คือความง่ายของการยิง ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็คือถ้าเป็นลูกยิงเผาขน หรือได้ยิงในระยะกับมุมที่ดี ตัวเลขก็จะสูง เพราะมัน “ควรจะเป็นประตู” แต่ถ้าเป็นการยิงไกล หรือโดนคู่แข่งขวางเอาไว้เยอะ ตัวเลขก็จะต่ำลงไป เพราะมัน “ดูแล้วไม่น่าจะเป็นประตูได้” โดยมันยังมีรายละเอียดอื่นๆ ที่เอามาพิจารณาด้วย อย่างเช่นเท้าที่ใช้ยิง เป็นต้น ตัวเลข 7.4 ในด้านนี้ของ แมนฯ ยูไนเต็ด แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีการตั้งเกมขึ้นมาได้ดี และมีจังหวะผ่านบอลสวยๆ จนทำให้คนที่ยิงอยู่ในมุมที่ควรจะส่งบอลเข้าไปนอนในก้นตาข่ายได้หลายครั้ง แต่ถึงกระนั้น พวกเขากลับยิงทิ้งยิงขว้างไปหลายหน และทำให้จนถึงตอนนี้พวกเขาก็ไม่เคยยิงเกิน 1 ลูกต่อ 1 เกมได้เลย นับตั้งแต่ที่เคยทำไป 4 ลูกในเกมกับ เชลซี แน่นอนว่าคนที่โดนเพ่งเล็งมากเป็นพิเศษคือ มาร์คัส แรชฟอร์ด เพราะดาวเตะชาวอังกฤษได้รับบทบาทเป็นกองหน้าตัวเป้าของทีมอย่างเต็มตัว ซึ่ง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ก็ตั้งใจที่จะปลุกปั้นให้ แรชฟอร์ด เป็นยอดกองหน้าตัวเป้าให้ได้ โดยว่ากันว่าเขาลงทุนซ้อมให้ แรชฟอร์ด เป็นพิเศษเลย อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่าจนถึงตอนนี้ แรชฟอร์ด ยังไม่สามารถตอบแทนความคาดหวังของอดีตยอดดาวยิงชาวนอร์เวย์ได้ดีเท่าที่ควร จริงอยู่ว่าเขาทำได้ 2 ลูกในเกมกับ เชลซี แต่หลังจากนั้นกลับยิงเพิ่มไม่ได้เลย แถมยังยิงตรงกรอบได้เพียงแค่ 5 หน จาก 16 นัดเท่านั้น การจะแสดงให้เห็นว่า แรชฟอร์ด ยิงได้แย่มันไม่จำเป็นถึงขนาดต้องเอาเขาไปเปรียบเทียบกับยอดแนวรุกของทีมอื่น อย่างเช่น โมฮาเหม็ด ซาลาห์ แข้งคนดังของ ลิเวอร์พูล, เซร์คิโอ อเกวโร่ หัวหอก แมนเชสเตอร์ ซิตี้, ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง ศูนย์หน้าอาร์เซน่อล หรือ แฮร์รี่ เคน กองหน้าท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เลย แค่เปรียบเทียบกับ แทมมี่ อับราฮัม กองหน้าดาวรุ่งของ เชลซี ก็พอจะเห็นได้ชัดถึงเรื่องนั้นแล้ว เพราะ อับราฮัม ยิงตรงกรอบได้ 5 ครั้ง จากทั้งหมด 11 หน และถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ดีกว่า แรชฟอร์ด ด้วย จริงอยู่ว่านี่ยังเป็นเพียงช่วงต้นฤดูกาลเท่านั้น และ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังมีเวลาปรับปรุงการจบสกอร์ของพวกเขาอยู่ แต่มันก็ต้องรีบแก้ไขได้แล้ว ถ้าหากว่าพวกเขาไม่อยากอดได้โควตาลุยศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นฤดูกาลที่ 2 ติดต่อกัน เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

แมนซิตี้แชมป์,ลิเวอร์พูลที่ 4 ! เปิดโผ 10 ทีมลูกหนังมูลค่านักเตะรวมแพงสุดในโลก

ความสำเร็จสร้างได้ด้วยเงิน ! นี่คือสิ่งที่ต้องยอมรับในโลกลูกหนังยุคปัจจุบัน โดยเรื่องนี้มีความเป็นรูปธรรมเมื่อ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ประสบความสำเร็จมากมายในช่วงที่ผ่านมา เพราะกล้าทุ่มเงินสร้างทีม และนั่นทำให้พวกเขาครองอันดับ 1 สโมสรฟุตบอลที่มีมูลค่ารวมนักเตะสูงสุดในยุโรป ถึง 1.14 พันล้านปอนด์ (ราว 43,320 ล้านบาท) ประจำปี 2019 สำหรับอันดับ 2 เป็นของ “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด ซึ่งมีการทุ่มเงินซื้อ เอแด็น อาซาร์ และ ลูก้า โยวิช มาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ ที่มีมูลค่านักเตะในทีมรวมแล้วประมาณ 1.07 พันล้านปอนด์ (ราว 40,660 ล้านบาท) ขณะที่ “เจ้าบุญทุ่ม” บาร์เซโลน่า รั้งอันดับ 3 ด้วยยอดเงินอยู่ที่ 1.03 พันล้านปอนด์ (ราว 39,140 ล้านบาท) ขณะที่ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล เจ้าของแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลล่าสุด รั้งอันดับ 4 ด้วยยอดเงิน 959.18 ล้านปอนด์ (ราว 36,448.84 ล้านบาท) ในส่วนของอันดับ 5 มีการเปลี่ยนมือเมื่อ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ก้าวขึ้นมาแทน โดยพวกเขาเพิ่งคว้าตัว เมาโร่ อิการ์ดี้ มาจาก อินเตอร์ มิลาน ด้วยสัญญายืมตัว 1 ซีซั่นพร้อมออปชั่นซื้อถาวร 64 ล้านปอนด์ (ราว 2,432 ล้านบาท) มีมูลค่ารวมนักเตะพุ่งขึ้นมาถึง 949.5 ล้านปอนด์ (ราว 36,081 ล้านบาท) ด้าน ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ต้องหล่นมาอยู่อันดับ 6 ด้วยยอดเงินจำนวน 881.55 ล้านปอนด์ (ราว 33,498.9 ล้านบาท) ในส่วนของ เชลซี ซึ่งถูกแบนจากการตลาดพ่อค้าแข้ง 2 ช่วงเวลา (ซัมเมอร์และเดือนม.ค.นี้) สโมสร่วมกรุงลอนดอน ติดโผในอันดับ 10 ด้วยยอดเงินมูลค่าทีมประมาณ 697.5 ล้านปอนด์ (ราว 26,505 ล้านบาท) ในส่วนของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งช่วงซัมเมอร์นี้ทุ่มเงินไม่ยั้งเช่นกันด้วยการคว้าตัว อารอน วาน-บิสซาก้า สนนราคา 50 ล้านปอนด์ (ราว 1,900 ล้านบาท) และแฮร์รี่ แม็คไกวร์ กองหลังค่าตัวแพงสุดในโลก 80 ล้านปอนด์ (ราว 3,040 ล้านบาท) รั้งอันดับ 11 ด้วยมูลค่านักเตะรวม 644.63 ล้านปอนด์ (ราว 24,495.94 ล้านบาท) สำหรับ “ไอ้ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล ติดอันดับ 13 ด้วยยอดเงินประมาณ 570.38 ล้านปอนด์ (ราว 19,392.92 ล้านบาท) ด้าน อินเตอร์ มิลาน ที่มีการเสริมทัพอย่างการดึง โรเมลู ลูกากู หัวหอกเบลเยียม และ อเล็กซิส ซานเชซ ดาวยิงชิลีที่ยืมมาจาก แมนฯ ยูไนเต็ด มียอดมูลค่ารวมผู้เล่นอยู่ที่ประมาณ 482.31 ล้านปอนด์ (ราว 18,327.78 ล้านบาท) เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th